รายละเอียดบทความ
| วิธีทำธุรกิจการขายสินค้าแบรนด์เนม แบบง่ายๆที่ควรรู้>>>> |
|
สำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคก่อน พฤตติกรรมผู้บริโภคอันนี้ขอใช้ประสบการณ์ในการขายมา 10 ปีกว่า มาเล่าแบ่งปันกันให้ทราบเป็นบางอย่างเพื่อประกอบในการขายน้ะคะ ตั้งแต่ปูเริ่มเปิดขายสินค้าตรงต่อลูกค้าแบบ B to C (business to customer) ขออนุญาติแบ่งลูกค้าออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ค่ะ1.กลุ่มลูกค้าทั่วไป เป็นนักเรียนนักศึกษา คนทำงาน ช่วงอายุระหว่าง 15-25 ปี ใช้สินค้าแบรนด์แท้ เป็นยี่ห้อประเภท longchamp,harrods ,coach,guess, และก็แบรนด์มือสองทั่วไป Gucci,louis ค่ะกลุ่มนี้ชอบราคาถูกแต่แบรนด์แท้ มือสองรุ่นเก่า ชอบซื้อตามอินเตอร์เน็ท กับหน้าร้านมือสองค่ะ โอกาสขยับขึ้นมาเล่นระดับกลางบ้าง 50% ในตลาดมีลูกค้ากลุ่มนี้ค่อนข้างเยอะ 45%2.กลุ่มลูกค้าระดับกลาง อายุระหว่าง 20-40 ปี เป็นวัยที่เพิ่งเรียนจบหรือทำงานแล้วใช้แบรนด์ทั่วไป จะใช้กระเป๋าแบรนด์ยุโรปเป็นหลัก เป็น louis,Gucci,prada,balenciaga,paulsmith และแต่งตัวดีมีอากาสขยับไปเป็นแบรนด์ระดับสูงอีกในอนาคต70% ในตลาดมีคนกลุ่มนี้ 35%3.กลุ่มลูกค้าระดับสูง อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป เป็นวัยทำงาน หรือมีครอบครัว และฐานะมั่นคง กลุ่มนี้จะนิยมใช้สินค้าแบรนด์ดังๆๆมากๆๆ เช่น Hermes,Chanel,Patek,Rolex และนาฬิกาแบรนด์ดังมากๆ และแบรนด์กระเป๋าที่ดังกว่านี้แพงๆ กว่านี้ค่ะ เป็นส่วนใหญ่และ louis มีบ้าง บางรายไม่ใช้แม้กระทั่ง louis เลยค่ะ กลุ่มนี้ในตลาด 20% ก็เยอะแล้วตอนนี้คงต้องใช้กลยุทธ์นิดส์นึงค่ะ ว่าจะเลือก target ลูกค้ากลุ่มไหนดีค่ะ ถ้าสาขาไหนมีฐานลูกค้าอย่างไรเลือกที่เจาะจงไปเลยก็ได้ค่ะ วิธีใช้กลยุทธ์ในการขายก่อนอื่นขอเอาทฤษฎีที่ได้ศึกษามาประกอบการขายในคู่มือเล่มนี้ไปด้วย น้ะคะ ใครจะนำไปใช้ก็ได้ ใครทราบแล้วผ่านไปเลยก็ได้ค่ะ กลยุทธ์การตลาด4Pปกติการวางแผนการตลาดโดยใช้ 4P กลยุทธ์ทางการตลาดนั้นมีอยู่มากมาย แต่ที่เป็นที่รู้จัก และเป็นพื้นฐานที่สุดก็คือการ ใช้ 4P (Product Price Place Promotion) ซึ่งหลักการใช้คือการวางแผนในแต่ละส่วนให้เข้ากัน และเป็นที่ต้องการของกลุ่ม เป้าหมายที่เราเลือกเอาไว้ให้มากที่สุด ในบางธุรกิจอาจจะไม่สามารถปรับเปลี่ยน ทั้ง 4P ได้ทั้งหมดในระยะสั้นก็ไม่เป็นไรเพราะ เรา สามารถ ค่อยๆปรับกลยุทธ์จนได้ ส่วนผสมทางการตลาดได้เหมาะสมที่สุด ( 4P อาจจะเรียกว่า marketing mix) เราลองมา ดูกันทีละส่วน1. Product ก็คือสินค้าหรือบริการที่เราจะเสนอให้กับลูกค้า แนวทางการกำหนดตัว product ให้เหมาะสมก็ต้องดูว่ากลุ่มเป้าหมายต้องการอะไร เช่น กลุ่มลูกค้ากระเป๋า แต่ต้องการใส่อุปกรณ์ตกแต่งกระเป๋าเพิ่ม หรือเอามือสองมาขายแต่ขอทำความสะอาดก่อนขายไม่ออกก็เอากลับไปใช้หรืออาจจะไม่อยากขายขอฝากเลี้ยงไว้ก่อน เป็นต้น โดยทั่วไปแนวทางที่จะทำสินค้าให้ขายได้มีอยู่สองอย่างคือ1.1 สินค้าที่มีความแตกต่าง โดยการสร้างความแตกต่างนั้น จะต้องเป็นสิ่งที่ลูกค้าสามารถสัมผัสได้จริงว่าต่างกันและ ลูกค้าตระหนักและชอบในแนวทางนี้ เช่นคุณสมบัติพิเศษ รูปลักษณ์ การใช้งาน ความปลอดภัย ความคงทนโดยกลุ่มลูก ค้าที่เราจะเจอก็จะเป็นลูกค้าที่ไม่มีการแข่งขันมาก (niche market) ในที่นี้เรามีความแตกต่างด้านครบวงจร ส่วนใหญ่คนที่เปิดร้านทั่วๆไป ก็เป็นสินค้ามือ1 อย่างเดียวหรือไม่ก็มือ2 อย่างเดียว แต่เราสามารถเปิดครบวงจรได้ทำทุกอย่างโดยมีสาขาใหญ่ที่เป็นที่ปรึกษาอยู่ 1.2 สินค้าที่มีราคาไม่แพง สำหรับนักธุรกิจมือ ใหม่ควรเลือกในแนวทาง สร้างความแตกต่างมากกว่า การเป็นสินค้าราคาถูกเพราะ หากเป็นด้านการผลิตแล้วรายใหญ่ จะมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่ารายย่อย แต่หากเป็นด้านบริการ เราอาจจะเริ่มต้นที่ราคาถูกก่อน แล้วค่อยๆ หาตลาดที่ราย ใหญ่ไม่สนใจ 2. Price ราคาเป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญในการตลาด แต่ไม่ใช่ว่า คิดอะไรไม่ออกก็ลดราคาอย่างเดียวเพราะการลดราคาสินค้า อาจจะไม่ได้ช่วยให้การขายดีขึ้นได้ หากปัญหาอื่นๆยังไม่ได้รับการแก้ไข การตั้งราคาในที่นี้จะเป็นการตั้งราคาให้เหมาะสมกับ ผลิตภัณฑ์ และกลุ่มเป้าหมายของเรา เช่นหากเรากระเป๋าที่จตุจักร ราคาอาจจะต้องถูกหน่อย แต่หากขายที่สยาม หากตั้ง ราคาถูกไปเช่น 1000 บาท กลุ่มที่เป็นเป้าหมายอยากให้ซื้ออาจจะไม่ซื้อ แต่คนที่ซื้ออาจจะเป็นคนอีกกลุ่มซึ่งมีน้อยกว่า และไม่คุ้ม ที่จะขายแบบนี้ในสยาม ยิ่งไปกว่านั้นหากราคา และรูปลักษณ์สินค้าไม่เข้ากัน ลูกค้าก็จะเกิดความข้องใจและอาจจะกังวลที่จะซื้อ เพราะราคาคือตัวบ่งบอกภาพลักษณ์ของสินค้าที่สำคัญที่สุด อย่างไรก็ตาม ในด้านการทำธุรกิจขนาดย่อมแล้ว ราคาที่เราต้องการ อาจไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขนาดนั้น แต่จะมองกันในเรื่องของตัวเลข ซึ่งจะมีวิธีกำหนดราคาง่ายต่างๆดังนี้ 2.1 กำหนดราคาตามลูกค้า คือการกำหนดราคาตามที่เราคิดว่า ลูกค้าจะเต็มใจจ่าย ซึ่งอาจจะได้มาจากการทำสำรวจ หรือแบบสอบถาม 2.2 กำหนดราคาตามตลาด คือการกำหนดราคาตามคู่แข่งในตลาด ซึ่งอาจจะต่ำมากจนเราจะมีกำไรน้อยดังนั้นหาก เรา คิด ที่จะกำหนดราคาตามตลาด เราอาจจะต้องมานั่งคิดคำนวณย้อนกลับว่า ต้นทุนสินค้าควร เป็นเท่าไรเพื่อจะได้กำ ไร ตามที่ตั้งเป้า แล้วมาหาทางลดต้นทุนลง 2.3 กำหนดราคาตามต้นทุน+กำไร วิธีนี้เป็นการคำนวณว่าต้นทุนของเราอยู่ที่เท่าใด แล้วบวกค่าขนส่ง ค่าแรงของเรา บวกกำไร จึงได้มาซึ่งราคา แต่หากราคาที่ได้มาสูงมาก เราอาจจำเป็นต้องมีการทำประชาสัมพันธ์ หรือปรับภาพลักษณ์ ให้เข้ากับราคานั้น3. Place คือวิธีการนำสินค้าไปสู่มือของลูกค้า หากเป็นสินค้าที่จะขายไปหลายๆแห่ง วิธีการขายหรือการกระจายสินค้าจะมีความ สำคัญมาก หลักของการเลือกวิธีกระจายสินค้านั้นไม่ใช่ขายให้มากสถานที่ที่สุดจะดีเสมอ เพราะมันขึ้นอยู่กับว่า สินค้าของท่านคือ อะไร และกลุ่มเป้าหมายท่านคือใคร เช่นของใช้ในระดับบน ควรจะจำกัดการขายไม่ให้มีมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้เสียภาพ ลักษณ์ได้สิ่งที่เราควรจะคำนึงอีกอย่างของวิธีการกระจายสินค้าคือต้นทุนการกระจายสินค้า เช่นการขายสินค้า หากจะกล่าวถึงธุรกิจที่เป็นการขายหน้าร้าน Place ในที่นี้ก็คือ ทำเล ซึ่งก็ควรเลือกที่ ให้เหมาะสมกับสินค้าของเราเช่นกัน อย่าง มาบุญครองกับ สยามเซ็นเตอร์ จะมีกลุ่มคนเดินที่ต่างออกไปและลักษณะสินค้าและ ราคาก็ไม่เหมือนกันด้วยทั้งๆที่ตั้งอยู่ใกล้กัน ท่านควรขายที่ใดก็ต้องพิจารณาตามลักษณะสินค้า 4. Promotion คือการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อบอกลูกค้าถึงลักษณะสินค้าของเรา เช่นโฆษณาในสื่อต่างๆ หรือการทำกิจกรรม ที่ทำให้คนมาซื้อสินค้าของเรา เช่นการทำการลดราคาประจำปี หากจะพูดในแง่ของธุรกิจขนาดย่อม การโฆษณาอาจจะเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็นเพราะจะต้องใช้เงิน จะมากหรือน้อยก็ ขึ้นกับ ช่องทางที่เราจะใช้ ที่จะดีและอาจจะฟรีคือ สื่ออินเตอร์เนต ซึ่งมีผู้ใช้เพิ่มจำนวนขึ้นมากในแต่ละปี สื่ออื่นๆที่ถูกๆ ก็จะเป็นพวก ใบปลิว โปสเตอร์ หากเป็นสื่อท้องถิ่นก็จะมี รถแห่ วิทยุท้องถิ่น หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น วิธีในการเลือกสื่อนอกจากจะดูเรื่องค่าใช้จ่าย แล้วควรดูเรื่องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วย เช่นหากจะโฆษณาให้กลุ่มผู้ใหญ่ โดยเลือกสื่ออินเตอร์เนต(เพราะฟรี) ก็อาจจะเลือก เวบไซต์ที่ผู้ใหญ่เล่น ไม่ใช้เวบที่วัยรุ่นเข้ามาคุยกัน เป็นต้นแนะนำเว๊บไซต์การตลาดยอดนิยมwww.weloveshopping.comwww.tarad.comwww.sanook.comwww.yahoo.comwww.hunsa.comมากมายค่ะ ลองลงเว๊บไซต์ตัวเองเพื่อทำการตลาดและ link กลับมาที่เว๊บตัวเองเยอะๆน้ะคะ เช่น ทำใน Hi-5 ,hotmail,msn,BB,facebook,twitter,yahoo ที่มีเครือข่ายเยอะๆ หมายเหตุ: ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามตลาดที่ต้องก้าวตามให้ทัน
|
| ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง : |
| ผู้ลงบทความ : ปู |